สารบัญ (6 หัวข้อ)
- ประสบการณ์ส่วนตัว (เผื่อเอาไปเทียบกับสถานการณ์ของตัวเอง)
- เตรียมตัวดี ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง
- อายุต่ำ 18 แต่อยาก เที่ยวอเมริกา
- สถานะไม่มั่นคง ไม่ได้ทำงานประจำ การเงินไม่มั่นคง อยากไปหาแฟนที่โน่น ทำยังไงดี?
- ไม่เคยไปเที่ยวต่างประเทศเลย แม่แต่ครั้งเดียว
- เคล็ดลับการสัมภาษณ์ ที่ช่วยการลดประหม่า ความตื่นเต้นตอบผิดตอบถูก
ไม่ต้องเกริ่นมาก สำหรับวีซ่าตัวดี B1/B2 ท่องเที่ยว อเมริกา ที่หลายๆ คนต้องเคยอ่านเจอ ถึงความยากกกก และความประสาทแดก วันนี้ (ในฐานะคนขอรอบเดียวผ่าน) จะเอาประสบการณ์การขอ และเคล็ดลับมาฝากทุกคนครับ
ถ้ายาวไม่อยากอ่าน สรุปให้ง่ายๆ : มันคือวีซ่าที่ปวดประสาท เพราะความยากในการขอ และการสัมภาษณ์สุดหิน แต่จำไว้ครับ ถ้าเรามั่นใจ ต่อให้มีเรื่องที่อาจจะทำให้ไม่ผ่าน ทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี ถ้าเรา อธิบายได้
ประสบการณ์ส่วนตัว (เผื่อเอาไปเทียบกับสถานการณ์ของตัวเอง)
ส่วนตัวมีแผนที่จะเดินทางไป รัฐลุยเซียน่า และ นิวยอร์กจำนวน รวมกันทั้งสิ้น 3 อาทิตย์ ซึ่งจะไปพร้อมกับแฟนชาวอเมริกัน และนี่คือครั้งแรกในการเดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกา แต่เป็นคนที่เคยได้วีซ่า Australia และ วี Schengen มาแล้ว (เดี๋ยวรอเลย จะมาเขียนอธิบายให้อ่านด้วย) และเคยเดินทางต่างประเทศหลายครั้งมากๆ
มาถึงตรงนี้ หลายคนก็อาจจะพูด อ้าวววว ก็หล่อนมีประวัติการเดินทางดีแบบนี้ ยังไงก็ได้มั้ย แต่ฟังก่อน
ไม่ขอเล่าขั้้นตอนการยื่นเอกสารนะ หลายคนก็น่าจะพอรู้กันแล้ว แต่ขอเน้นไปที่ขั้นตอนการเตรียมตัว red flag ที่ตัวเองมี และการสัมภาษณ์
เตรียมตัวดี ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง
สำหรับการที่เราจะไปทำวีซ่า อะไรก็ตาม จริงๆ การเตรียมตัว และการเข้าใจสถานะของตัวเอง จะทำให้เรา รู้ลู่ทาง และทางหนีทีไล่
แรกสุดเราต้องตรวจสอบคุณสมบัติพื้นฐานของวีซ่า B1/B2 ก่อนว่า คืออะไร ถ้ายังไม่รู้ list มาให้ด้านล่างเลย
- อายุจะเท่าไร ก็ได้ แต่ถ้าต่ำกว่า 18 ต้องมีผู้ปกครองรับรอง ด้วย
- สถานะหมั่นคงในไทย ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเงินเก็บเสมอไป แต่หมายถึง การงาน และเหตุผลที่ทำให้สถานทูตเชื่อว่าเราจะกลับมาประเทศไทย
- การเงินที่เพียงพอในการใช้จ่ายในสหรัฐอเมริกา
- เคยเดินทางไปต่างประเทศมาบ้างแล้ว
- มีแผนการท่องเที่ยวที่อเมริกาที่ชัดเจน ไม่งง
- การสัมภาษณ์ กับสถานทูต ที่ขึ้นชื่อความยาก ดีกรีที่ทำให้เธอต้องวิตกกังวลสูงปรี๊ด
ถ้ามีครบทั้งหมดนี่ โอกาสที่ได้ วีซ่ามาก็เกิน 50% แล้วแหล่ะ แต่เข้าใจว่า ทุกคนไม่เหมือนกัน และแต่ละคนอาจมีคุณสมบัติที่ไม่ครบ แต่ไม่เป็นไร ที่พวเธอเข้ามาอ่านบทความนี้ ก็เพราะเธออาจจะมีคุณสมบัติ ก้ำๆ กึ่งๆ ที่ทำให้เธอไม่แน่ใจว่าจะผ่านมั้ย เดี๋ยวฉันจะมาช่วยทีละข้อ
พวกเธอก็คงมีคำถามว่า “เป็น Agency ท่องเที่ยวหรอ ทำไมมั่นใจจัง เก่งขนาดไหนถึงคิดว่าจะช่วยฉันได้”
คำตอบคือ ไม่ได้เป็น Agency และไม่ได้รอบรู้ เรื่องวีซ่าหรอก แต่ win rate ของฉัน 100% สมัครกี่ครั้งก็ได้ทุกครั้ง 😀
อายุต่ำ 18 แต่อยาก เที่ยวอเมริกา
ก็ยินดีด้วย ที่น้องอายุต่ำ 18 มีกำลังทรัพย์ กำลัง support และ figure out อนาคตของตัวเองแล้ว และพร้อมที่จะออกเดินทางไปต่างประเทศ!
ตอนพี่เรียนอยู่ ม. 4 พี่ก็เคยอยากไปเที่ยว อเมริกา ทำตัวเป็นสาว Gossip Girl หรือ ตัวละครจากซีรีย์ Glee แต่มันไม่มีเงิน! ต้องขอโทษที่แอบอิจฉาริษยา
เอาหล่ะ แต่ในเมื่อน้องๆ อายุต่ำกว่า 18 นั้น การท่องเที่ยวคนเดียว หรืออาจจะไปกับเพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน สำหรับสถานทูตนั้น ก็ไม่ปิดกั้น แต่น้องต้องขออนุญาต และขอใบยินยอมจากผู้ปกครองเสียก่อน ตรงนี้ก็ไม่ยากนะ ถ้าไม่ได้แอบผู้ปกครองหนีเที่ยว
ซึ่งพี่ก็ขอให้น้องๆ ไปเที่ยวแบบ chic chic และกลับมาไทยอย่างปลอดภัยเพื่อจะได้อวดเพื่อนในชั้นเรียน ให้อิจฉาริษยา กันไป แต่มีการป้องกัน หากเกิดอะไรขึ้น สถานทูตจะได้ติดต่อพ่อแม่ได้ถูกต้องนะ ดังนั้นขออนุญาต และขอความยินยอมให้เรียบร้อย
สถานะไม่มั่นคง ไม่ได้ทำงานประจำ การเงินไม่มั่นคง อยากไปหาแฟนที่โน่น ทำยังไงดี?
ในช่วงเวลา ข้าวยากหมากแพงแบบนี้ เศรษฐกิจมันไม่ฟื้น อย่างที่นพนภา เคยพูดไว้ เข้าใจว่าทุกคนต้องดิ้นรน และพยายามทำงาน เก็บเงินเพื่อได้ไปเที่ยวประเทศในฝันสักครั้ง แต่บางทีมันก็เดือนชนเดือน งานก็หายาก แล้วจะทำยังยังไงดี อเมริกามันก็รอไม่ได้
สำหรับคนที่รายได้ไม่คงที่ อาจจะทำงานฟรีแลนซ์ เป็น influencer ที่รับเงินไม่สม่ำเสมอ เป็นแม่ค้าที่รับเงินไม่เท่ากันทุกเดือน หรือ จนกระทั่งไม่มีงานทำ มาจะเล่าให้ฟังเป็นข้อๆ
- ไม่มีงานทำ
อันนี้ ต้องขอบอกตรงๆ ว่า โอกาสในการได้วีซ่า คือ ต่ำมาก สถานทูตจะมองว่า การไม่มีงานทำ มีความเสี่ยงที่เธอจะไม่กลับไทยสูงมาก อาจไปหางานผิดกฎหมาย หรือพยายามไปอยู่แบบผิดกฎหมาย แต่โอกาสที่จะได้ ก็ยังมีนะ แต่เธอต้อง แน่นมากๆ
สิ่งที่ควรเตรียมตัวคือ
– มีสปอนเซอร์ แน่นอนเธอไม่มีรายได้ ดังนั้น สปอนเซอร์ที่สามารถ support การท่องเที่ยวเธอได้นั้น สำคัญมาก ทั้งการเงินของเขา การงานของเขา อาจเป็นคนในครอบครัว (แนะนำ คนนามสกุลเดียวกัน หรือพ่อแม่ไปเลย) หรือแฟน/คู่ครองของเธอ ก็ได้
– เหตุผลว่าทำไมเธอจะกลับมาไทยแน่นอน ขอบอกว่า พ่อแม่ป่วย มีลูก ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ อาจจะใช้ไม่ได้นะ มันต้องหาพันธะที่ หนักแน่นกว่านั้น เช่น เพิ่งได้งานใหม่ แต่ยังไม่เริ่มงาน และจะใช้ช่วงก่อนเริ่มงานท่องเที่ยว - พ่อค้า/แม่ค้า ทั้งออฟไลน์และออนไลน์
สำหรับ นักขายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ทุกคน ข้อดีคือ พวกเธอมีรายได้ และบางคนอาจจะสูงกว่า คนทำงานประจำด้วยซ้ำ แต่แน่นอน รายได้บางทีอาจไม่คงที่ หรือไม่ได้ ถูกบันทึกไว้เป็นหลักฐาน โดยเฉพาะพ่อค้า/แม่ค้าออฟไลน์ การแสดงรายได้ต่อสถานทูตบ่งบอกว่า เธอมีความสามารถในการ support ตัวเองตลอดการท่องเที่ยว และแสดงถึงสถานะความมั่นคงด้วย และสำหรับใครที่กำลังวางแผนไปขอวีซ่า ท่องเที่ยว มีเคล็ดลับดังนี้
– รับเงินแบบ scan ก็ง่ายหน่อยมันอยู่ในธนาคาร แต่ถ้ารับเงินสดเก็บมันเป็นก้อน แล้วเอาไปฝากธนาคารซะ อย่าใส่ถุงผ้าไว้เฉยๆ และที่สำคัญต้องมีรายการเคลื่อนไหว ทั้งเข้าและออกในบัญชีเดียวกัน ทำให้เห็นว่า มันคือบัญชีที่มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา เตรียมตัวสัก 3 – 6 เดือนก่อนยื่น
– หลักฐานการขายของ เช่น รูปภาพหน้าร้าน หรือตอนที่เธอกำลังขายของ ถ้าเป็นแม่ค้าออนไลน์ก็มีรูปหน้าเว็บ หน้าโปรไฟล์ร้าน บน social media สักหน่อย
– สปอนเซอร์ ในกรณีที่เธอมองว่า เงินเก็บไม่เยอะมาก เหลือหลักพัน ก็อาจจะลองหา สปอนเซอร์ที่มีการงานและการเงินมั่นคงเสียหน่อย นามสกุลเดียวกัน เป็นเครือญาติดีสุด ให้เขาช่วยสปอนเซอร์หน่อย - ชาวฟรีแลนซ์ ทำงานอิสระ
ฉันเคยเป็นมาก่อน และบอกเลยไม่ยาก การทำงานฟรีแลนซ์ คือการเงินที่จะเข้ามาแต่ละเดือนไม่มั่นคง ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของ ฟรีแลนซ์ แต่เคล็ดลับง่ายๆ คือ
– พยายามรับเงินผ่านบัญชี หรือรับเงินก้อนให้ฝากเข้าบัญชีไว้ก่อน แล้วค่อยเบิกมาใช้ การมีเงินเข้าบัญชีคือ Statement มีการเคลื่อนไหว
– เก็บหลักฐานการงานไว้ ไม่ว่าจะเป็น สัญญาจ้าง, ใบเสนอราคา, ใบแจ้งหนี้ และ ใบเสร็จ ถ้าไม่เคยทำ พยายามทำสักหน่อย และเก็บมันไว้ สิ่งนี้คืออาวุธที่ดี ในการใช้ประกอบการสัมภาษณ์ เธอเอามันไปด้วย และบอกกับสถานทูตว่า นี่คือหลักฐานว่า เธอมีรายได้เข้ามานะไม่ได้ยกเมฆ
– สปอนเซอร์ แน่นอนว่า เธออาจจะได้มาใช้ไป จนไม่มีเงินเก็บ สิ่งที่จะช่วยเหลือเธอได้คือ สปอนเซอร์ ที่สามารถ support การท่องเที่ยวของเธอให้ตลอดรอดฝั่ง หาคนนามสกุลเดียวกัน พ่อแม่ หรือเครือญาติ ถ้าเป็นแฟนหรือคู่ครองก็หาหลักฐานมาประกอบเพิ่มเติม ว่าคบกันจริงๆ - ไปหาแฟนที่โน่น และเป็นคนที่อาจจะไม่มีงานทำ เป็นพ่อค้า/แม่ค้า หรือฟรีแลนซ์
ก่อนอื่น ต้องถามแฟนก่อนว่า เขามีฐานะเป็นยังไง อันนี้ไม่ได้ Joke นะ นี่คือคุณสมบัติของ สปอนเซอร์ว่า เขามีที่ซุกหัวนอน มีรายได้พอที่จะ Support เธอมั้ย และเธอไม่ได้ไปเป็นภาระเพิ่มของเขา ยกตัวอย่าง เขาเป็นพลเมืองสหรัฐที่ยังได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเรื่องค่าใช้จ่าย แต่ละเดือน ก็ขอเสียใจด้วย เขาอาจจะไม่สามารถเป็นสปอนเซอร์ให้เธอได้ โดยเฉพาะคนที่ไม่มีงานทำ สถานทูตคงไม่อยากให้เธอสองคนไปกัดก้อนเกลือกินที่โน่น
แต่ถ้าเขาเป็นคนมีงานทำ การเงินดี เป็นราชนิกุล ลูกมหาเศรษฐี มันคือเรื่องไม่ยากเลย ให้เขาสปอนเซอร์เธอซะ ขอหลักฐานการงาน การเงินของเขา และที่สำคัญหลักฐานที่อยู่ ของเขา และขอเถอะถ้าเธอไปเที่ยวเมืองเขาก็พยายาม พักบ้านเขาหน่อย อย่าเช่าโรงแรม ยกเว้นไปเที่ยว ต่างเมือง ต่างรัฐอันนี้ก็เข้าใจ การที่เธอเป็นคนรักกันแต่ไม่ได้นอนบ้านเขา มันก็จะแปลกไปเสียหน่อยสำหรับสถานทูต มีโอกาสโดนปฏิเสธวีซ่าได้นะ
ไม่เคยไปเที่ยวต่างประเทศเลย แม่แต่ครั้งเดียว
ฉันเข้าใจเลย สำหรับหลายๆ คนอยากให้ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศแรก ของการเดินทาง ไม่เคยเที่ยวประเทศไหนๆ มาก่อน แม้แต่ประเทศใน ASEAN ในเมื่อเธอเลือกโจทย์ยาก ชีวิตนี้ มีแต่ความสบาย อยากลองลำบาก เดี๋ยวฉันจะช่วยอธิบายให้
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า การที่เราเคยเดินทางไปต่างประเทศมาก่อน โดยเฉพาะประเทศที่ต้องขอวีซ่า นั่นหมายความว่า เธอได้ทำการสะสม คะแนนการเดินทาง และการใช้วีซ่าที่ถูกต้องมาก่อน นั่นก็คือเธอไม่เคยไปสร้างเรื่อง อยู่เกินวันที่กำหนด หรือทำตัวเป็น โรบินฮู้ดในประเทศที่เธอบินไป สิ่งเหล่านี้ สถานทูตจะเอามาพิจารณาด้วย เพราะมันแสดงว่า เธอเข้าใจถึงการเดินไปต่างประเทศ ด้วยวีซ่ามาก่อน
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ถ้าเธอไม่เคยไปไหนมาก่อน มันคือการจบเห่ ไม่ได้แน่ๆ สำหรับวีซ่าการท่องเที่ยวครั้งนี้ สถานทูตก็ไม่ได้ใจไม้ใส้ระกำขนาดนั้น แต่เธอต้องเตรียมตัวไปอย่างดี และนี่คือคำแนะนำ
1. เตรียมเหตุผลไปตอบว่าทำไม สหรัฐอเมริกาคือประเทศแรกที่เธอยากไป คำตอบที่เธอให้ ต้องเป็นจริง ที่เธอคิด ตั้งสติก่อน ตอบ เช่น เคยดูหนัง Hollywood เรื่องนั้นเรื่องนี้แล้วอยากไป ตอนนี้เก็บเงินได้แล้วก็เลยอยากจะไปสักครั้งในชีวิต
แนะนำสักหน่อย อย่าตอบแค่ว่าอยากไป หรือมีแฟนเลยอยากไปเยี่ยมแฟน เธอให้บริบทท่านกงสุลนิดนึง อยากไปเที่ยวที่ไหน เพราะอะไร แล้วตอบตามตรง อย่าพยายามแต่งเรื่อง ไม่งั้นเธอจะงงตัวเอง
2. เตรียมแผนการเดินทางที่ละเอียด จำขึ้นใจ ไม่งงในตัวเอง การนั่งทำแผนการท่องเที่ยวนั้น เหมือนกับว่าเราทบทวนตัวเองว่า จะไปไหนบ้าง ไปด้วยวิธีไหน มันแสดงว่าเธอได้ทำการบ้านมาแล้ว หลายๆ คนไปสัมภาษณ์ด้วยการบอกอยากเที่ยว นิวยอร์ก กับ ลอสแองเจลิส ในระยะเวลาเที่ยว 2-3 วัน มันก็ไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากสองเมืองนี้ ระยะเวลาในการเดินทางมันนานพอสมควร การวางแผนการเดินทาง เธอจะรู้เลยว่า – เดินทางด้วยวิธีไหน
– โรงแรมพักย่านไหน
– ทำกิจกรรมอะไร
– ไปกี่วัน
ทั้งหมดทั้งมวล มันจะช่วยแสดงถึงความมั่นใจของเธอ และทำให้สถานทูตมองว่า เธอรู้ว่าทริปนี้ เธอได้วางแผนมาแล้ว ไม่ได้ไปแล้วว่ากันที
เคล็ดลับการสัมภาษณ์ ที่ช่วยการลดประหม่า ความตื่นเต้นตอบผิดตอบถูก
มาถึงประเด็นนี้สักทีที่พวกเธอรอคอย กับการสัมภาษณ์ ที่หลายๆคนกลัวกัน
เอาหล่ะ ฉันขอเล่าประสบการณ์ตัวเองก่อน รวมถึงเรื่องราว red flag ของฉัน ตอนที่สัมภาษณ์ฉันจำได้ว่าตอนนั้นประหม่าสุดๆ เพราะระหว่างเข้าแถวรอ ฉันจำได้ว่าหลายๆ คนข้างหน้าฉันโดนปฏิเสธเป็นว่าเล่นเลย ทั้งวีซ่านักเรียนเอย วีซ่านักท่องเที่ยวเอย แต่การดับประหม่าของฉันคือการสังเกต สิ่งที่เกิดขึ้น
เมื่อถึงคิวฉัน ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบง่าย
ท่านกงสุล: คุณไปเที่ยวที่ไหนบ้าง ไปกี่วัน
ฉัน: ไปเมือง Baton Rogue ที่รัฐลุยเซียน่า 7 วัน เพื่อไปเจอญาติแฟน จากนั้น ไปที่นิวยอร์กอีก 4 วันกับแฟน จากนั้นกลับมาที่ Baton Rogue อีก 7 วัน เพื่อจะไปงานแต่งของลูกพี่ลูกน้องของแฟน นี่คือแผนการท่องเที่ยวของฉัน (ยื่นแผนการท่องเที่ยวให้ดู)
ท่านกงสุล: ทำไม ถึงไป ลุยเซียน่าหล่ะ
ฉัน : อยากไปเจอพ่อแม่แฟน หลังจากคบกันมา เกือบ 2 ปี
ท่านกงสุล: แฟนทำงานที่ไทยหรอ ทำมากี่ปีแล้ว
ฉัน: 5 ปีแล้ว เขาเป็น Interior Designer
ท่านกงสุล: คุณทำงานที่นี้ เป็นงานอะไร ทำมานานเท่าไรแล้ว
ฉัน: ฉันเป็น UX/UI Designer และทำที่นี่มานาน 2 ปีครึ่งแล้ว
ฉันตอบคำถามตรงหมด จนกระทั่งคำถามหนึ่งที่ฉันเขียนไปในใบสมัคร นั่นก็คือ ฉันเคยโดน Deport จากประเทศอิหร่านครั้งหนึ่ง
ท่านกงสุล: ช่วยเล่าให้หน่อยว่า เกิดอะไรขึ้นตอนที่คุณโดน Deport
ฉัน: ตอนนั้นฉันซื้อตั๋วเครื่องบินจากเว็บไซต์หนึ่ง แล้วเว็บไซต์นั้น ระบุไม่ชัดเจนว่า ฉันต้องผ่าน ตม. ที่เตหะรานเพื่อไปรับกระเป๋าจากนั้นก็ เช็กอินใหม่ เพื่อไปขึ้นเครื่องอีกเครื่อง บวกับตอนนั้น เครื่องบินที่ฉันบินไปถึงช้า ทำให้เกิดปัญหาหลายอย่าง ทางเจ้าหน้าที่ที่สนามบินเตหะรานจึง Deport ฉัน มันคือความไม่รอบคอบของฉันเองที่ไม่ได้อ่านให้ดี
ท่านกงสุลพยักหน้า แล้วกดที่คอมพิวเตอร์ ก่อนจะบอกว่า
“ยินดีด้วย วีซ่าคุณผ่านแล้ว”
ในการสัมภาษณ์ของฉัน จะบอกว่า ท่านกงสุลไม่ดุ ก็ใช่ แต่ฉันลองสังเกตหลายๆ คนที่โดนปฏิเสธคือ ตอนตอบคำถามมักจะลนลาน ตอบคำถามผิด ไม่ตรงกับข้อมูลที่ให้ เมื่อโดนยิงคำถามที่ไม่แน่ใจจะสติหลุด
ในเคสของฉันนั้น เรื่องการโดน Deport จากอิหร่าน สำหรับสถานทูตแล้วอาจจะมองเป็นเรื่อง Red Flag เอามากๆ ถ้าฉันตอบไม่มั่นใจ และอาจมีโอกาสโดนปฏิเสธวีซ่าได้สูง
ดังนั้น เคล็ดลับง่ายๆ สำหรับการสัมภาษณ์คือ
- เตรียมตัวเยอะๆ เรื่องพื้นฐานเช่น แผนการท่องเที่ยว การงาน การเงิน ความสัมพันธ์ ต้องแน่น เอาง่ายๆ เขียนอะไรไปในใบสมัคร ให้ตรงกัน
- แผนการท่องเที่ยว พยายามทำเอง จะได้แม่น ต่อให้ไปเปลี่ยนหน้างานก็ไม่มีใครว่า แต่การสัมภาษณ์นั้น ข้อมูลการเดินทางมันต้องเป็นไปได้ และสมเหตุสมผล
- ประหม่าได้ ตอบผิดได้ แต่ต้องแก้ไข ให้เป็น เช่น ตอบจำนวนวันท่องเที่ยวผิดจาก 14 เป็น 15 วัน บอกท่านว่า “Sorry it’s 14 days not 15 days” การประหม่าเป็นเรื่องปกติ
- ถ้าอยากจ้าง Agency ช่วย สามารถทำได้ แต่ต้องถามเยอะๆ ว่าเขาทำข้อมูลอะไรให้เรา และพยายามตรวจสอบ
- เมื่อไรที่เจอคำถามที่ยาก จำไว้ท่านกงสุลทุกคนพูดไทยได้ ขอท่านอธิบายเป็นภาษาไทย แล้วตอบ การสื่อสารอังกฤษไม่ได้ 100% ไม่ได้ทำให้ไม่ผ่าน แต่ตอบผิดเยอะๆ จะมีผลเอา
- คำถามไหนตอบไม่ได้ หรือไม่แน่ในจริงๆ ตอบท่านว่า ไม่แน่ใจ อาจต้องไปตรวจสอบก่อน เช่น มีเอกสารรายได้ปี xxx มั้ย ถ้าเธอไม่ได้เตรียมไปบอกว่า ไม่ได้เตรียม แต่ถ้ารู้ว่าสามารถส่งให้ทีหลังได้ ขอส่งให้ท่านทีหลัง หลายครั้งท่านยอม
- ทำใจให้ดีๆ ไม่ต้องกังวลมาก แล้วทำให้ดีที่สุด
ขอให้พวกเธอได้วีซ่านั้นมาครอบครอง!